GOOD

 

memorry memorry Author
Title: 2 ความแตกต่าง ที่ลงตัว..
Author: memorry
Rating 5 of 5 Des:
สวัสดี บ่าย ๆ วันอังคารที่แสนจะง่วงนอน เห่อ ๆ วันนี้ก็ต้องเคลียงานกองโตอีก 1 วัน (แอบอู้บ้างเล้กน้อย คิคิ) วันนี้ครึมอกครึมใจนึกถึงบ้านเกิ...
สวัสดี บ่าย ๆ วันอังคารที่แสนจะง่วงนอน เห่อ ๆ วันนี้ก็ต้องเคลียงานกองโตอีก 1 วัน (แอบอู้บ้างเล้กน้อย คิคิ)

วันนี้ครึมอกครึมใจนึกถึงบ้านเกิดขึ้นมา ความจิงแล้วบ้านเกิดเราอยุ่เชียงรายนะ แล้วก็ได้มาเรียนที่ลำปาง และสุดท้ายทำงานที่เชียงใหม่ (เหมือนผีตองเหลืองเลย 555+) เขียนที่เที่ยวในเชียงใหม่มาก็เยอะล่ะ แวะเวียนไปเยี่ยมบ้านเกิดมั้งดีกว่านะคะ เมื่อกลางปีนี้ได้พาคุงแฟนและที่บ้านไปลั้นลาที่เชียงรายมาค่ะ วันนี้จึงจะเล่าถึงสถานที่ 2 แห่ง ที่มีลักษณะติดต่างกันอย่างสิ้นเชิงคะ สงสัยใช่ไหมล่ะ ว่าเราพูดถึงอะไร อิอิ ม่ายยบอก หลอกให้งง เง้อออ
..... จั่วหัวมาก็กวนซะแว้ววว คิคิ เฉลยก็ได้ค่ะ สถานที่ 2 แห่งที่ว่านี้ก็คือ บ้าน อ.ถวัลย์ กะ วัดร่องขุ่นค่ะ ที่ว่าแตกต่างกันก็คือสี บ้าน อ.ถวัลย์ จะเป็นสีดำ ส่วนวัดร่องขุ่นจะเป็นสีขาว อะอะ งงไหมเอ่ย เราจะอธิบายให้ฟังกันค่ะ


บ้านดำ ตั้งอยู่ที่ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย สร้างขึ้นโดย อ.ถวัลย์ ดัชนีศิลปินแห่งชาติ ลักษณะเป็นกลุ่มบ้าน ศิลปะแบบล้านนา ทุกหลังล้านทาด้วยสีดำ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าบ้านดำ ในบ้านแต่ละหลังจะประดับด้วยไม่แกะสลักที่มีลวดลายงดงามวิจิตรยิ่ง นอกจากไม้แกะสลักแล้วยังประดับด้วยเขาสัตว์ เช่นเขาควาย เขากวาง และยังมีกระดูกสัตว์ เช่นกระดูกช้าง


ภายในบริเวณบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ บรรยากาศร่มเย็นสบาย ทำให้เดินชมได้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย โดยในบริเวณบ้านประกอบไปด้วยบ้าน 36 หลัง ที่มีลักษณะแตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ซึ่งบ้านเหล่านี้ไม่ได้สร้างไว้สำหรับอยู่อาศัย แต่สร้างไว้สำหรับเก็บสิ่งของสะสมต่าง ๆ ของอาจารย์ถวัลย์ นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งหลังที่ยังสร้างไม่เสร็จ คือพิพิธภัณฑ์ที่ใช้แสดงผลงานของ อ.ถวัลย์ สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มีลวดลายแกะสลักที่สวยงามอย่างยิ่ง

เนื่องจากลักษณะศิลปะของบ้าน การทาสีที่ใช้สีดำ การประดับด้วยเขาสัตว์ กระดูกสัตว์นี่เอง จึงเป็นที่มาของคำว่า “ถวัลย์ นรก” ค่ะ

ส่วนวัดร่องขุ่น เป็นวัดที่ส้างโดย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เป็นวัดที่มีลักษณะเป็นสีขาวค่ะ


โดยอ. กล่าวเอาไว้ว่า "ผมใฝ่ฝันที่จะสร้างวัด (อุโบสถ) สักหลังก่อนตาย สาเหตุเพราะผมเป็นชาวพุทธแท้ ผมเป็นจิตรกร หลังจากที่ผมได้ทำบุญครั้งใหญ่ ปี ๒๕๒๗ ด้วยการเดินทางไปเขียนจิตรกรรมฝาผนังถวายเป็นพุทธบูชาที่วัดพุทธปทีป ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา ๔ ปี ผมหมดเงินที่เคยสะสมมา ผมเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
ปี ๒๕๓๑ ผมกลับไปที่บ้านเกิดของผม เพื่อกราบหลวงพ่อและถวายรูปพิมพ์ผลงานวัดพุทธปทีปให้ท่าน วัดบ้านผมทรุดโทรมมาก หลวงพ่อสมภารสุขภาพไม่ดีและชราภาพมาก อุโบสถหลังเล็กๆ ที่ผมเคยจำความได้ เคยเห็นพ่อผมกับเพื่อน ๆ ท่านในหมู่บ้าน ชักไม้ด้วยช้างมาร่วมกันสร้างวัด ผมเคยเห็นหลวงพ่อ ตายาย พ่อแม่ และพี่น้องชาวบ้านเดินทางไปอาราธนาหลวงพ่อศิลาดำใส่เกวียนออกมาจากป่า
ผมเข้าไปในโบสถ์ที่ใชัสังฆกรรมไม่ได้ด้วยเหตุเพราะชำรุดมาก และกลายเป็นที่อยู่ของค้างคาวฝูงใหญ่ ผมตั้งอธิษฐานจิต ถ้าชีวิตผมพร้อมเมื่อไหร่ ผมจะกลับมาสร้างโบสถ์ใหม่ให้ได้ เวลา ๑๐ ปี ผ่านไปด้วยกุศลจิต ชีวิตผมและครอบครัวประสบความสำเร็จทุกอย่างพร้อมแล้ว
ผมกลับไปบ้านเกิดดำเนินการร่วมกับหลวงพ่อสมภาร เริ่มร่างรูปอุโบสถหลังใหม่ตามจิตนาการของท่าน เพื่อให้ท่านได้มีส่วนร่วม ดังนั้น โครงสร้างลักษณะสถาปัตยกรรมในปีแรกจึงเป็นแบบตามใจหลวงพ่อสมภาร
ใน ๒ ปีต่อมา ผมได้มาเริ่มต่อเติมเพิ่มสถาปัตยกรรมให้สง่าแปลกตาขึ้น โดยเพิ่มบันไดด้านข้างขึ้น ประดับเปลวพระรัศมี ทั้ง ๔ แบบ และขุดสระสร้างสะพานข้ามเข้าสู่อุโบสถ พร้อมกับงานตกแต่งในเรื่องของลวดลายปูนปั้นประดับกระจกภายนอก เขียนแบบและหาช่างพื้นบ้านและแม่บ้านในหมู่บ้านมาฝึกสอนปั้นและประดับกระจกทั้งหมด ๑๐ คน
ผมได้เริ่มงานมาถึงบัดนี้ ปี ๒๕๔๓ ๓ ปีแล้วครับ คาดว่า จะใช้เวลาอีก ๗ ปี ถึงจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ทั้งลวดลายปูนปั้นภายนอกและจิตรกรรมฝาผนังภายใน ผมต้องหาเงินปีละประมาณล้านถึงสองล้านบาทเพื่อสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสุดท้ายของชีวิตผมให้ดีที่สุด เท่าที่ฝีมือและสติปัญญาผมมีอยู่
วัดร่องขุ่นจะเป็นศิลป์สมบัติของคนไทยทุกคนและสุดท้ายวัดร่องขุ่นอาจเป็น ศิลป์สมบัติอีกแห่งหนึ่งที่มีคุณค่าแก่โลกมนุษย์ในอนาคตก็ได้ แต่ทุกสิ่งไม่สำคัญเท่ากับบุญกุศลที่ผมและท่านผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านอุทิศ ถวายเพื่อเป็นทิพยสถานและพระนิพพานเป็นที่สุด
กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ร่วมสร้างมหากุศลกับผม"


จากที่กล่าวถึงสถานที่สองแห่งที่มีลักษณะ ต่างกันโดยสิ้นเชิง วัดร่องขุ่น ของ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เปรียบเสมือนสวรรค์ ส่วนบ้านดำของ อ.ถวัลย์ ดัชนี เปรียบเสมือนนรก จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่าหากท่านไหนมาโอกาศได้มาเยือนเชียงรายก็อย่าลืมแวะไปชมสถานเหล่านี้ด้วยนะคะ ^_^



travel and food,Thailand
ปฏิกิริยา:

Advertisement

Post a Comment

Madam Tab said... November 25, 2008 at 11:15 PM

ว้าว! ขอบคุณมากๆค่ะที่นำเรื่องวัดร่องขุนมาลงให้อ่าน
ก่อนนี้แตบไม่ปลื้มบุคลิกภาพของอ.เฉลิมชัยเลยค่ะ แบบว่าไม่ปลื้มเลยจริงๆ
แต่พอมาอ่านบทความอขงน้องเมโม่แล้วอึ้งรับประทานและรู้สึกผิดทันทีค่ะ เสียใจจริงๆที่เผลอตัดสินคนจากภายนอก
พี่แตบขออนุโมทนากับกุศลผลบุญที่ อ.เฉลิมชัยได้สร้างวัดร่องขุนด้วยคน(คงไม่สายไปนะคะ) และขอให้อ.เฉลิมชัยเจริญด้วยลาภยศสรรเสริญยิ่งๆขึ้นไป ทั้งชาตินี้และชาติหน้าเลยค่ะ..สาธุ

memorry said... November 27, 2008 at 3:58 PM

สาธุด้วยคน...

 
Top